คุยกับเฒ่าเคราขาว (8): หมักเคราให้นุ่มลื่น

คุยกับเฒ่าเคราขาว (8): หมักเคราให้นุ่มลื่น

=================================================

คำถาม   ทำอย่างไรจะให้เคราหวีเข้าทรงให้ง่ายขึ้น และไม่ติดหวี

คำตอบ  หมักเคราด้วยน้ำมันมะกอก หรือน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น  ช่วยได้ครับ

===================================================

ในสภาพอากาศของบ้านเราที่มีความร้อนชื้น เคราของเรามักจะต้องเจอกับฝุ่นละอองและเหงื่อ จึงทำให้ต้องทำความสะอาดกันทุกวันครับ

การใช้โฟมล้างหน้า หรือแชมพูสระผมมาทำความสะอาด ทำให้เคราสะอาดแห้งก็จริง แต่น้ำมันธรรมชาติบนเคราและผิวหน้าก็จะถูกชำระล้างไปด้วยเช่นกันครับ

การคืนสภาพน้ำมันธรรมชาติให้กับเครา ทำได้โดยการใช้น้ำมันเคราชโลมหลังอาบน้ำ หรือในระหว่างวันก็ใช้แปรง (bristle brush) ในการแปรงเคราเพื่อจุดประสงค์ในการให้ขนแปรงดึงเอาน้ำมันธรรมชาติบนผิวหนังมาชโลมบนขนเครา

อีกวิธีที่เราสามารถช่วยเคราของเราได้ นั่นคือการหมักเคราด้วยน้ำมันธรรมชาติ เพื่อทำให้เครามีความนุ่มลื่นมากขึ้น หวีได้ง่ายขึ้น และมีความเชื่อกันว่า น้ำมันที่เรากล่าวถึงกันในครั้งนี้ ล้วนแล้วแต่ช่วยบำรุงเส้นผมให้ดกดำแข็งแรงได้อย่างดี (สำหรับประสบการณ์ส่วนตัว ผมไม่เห็นว่ามันจะทำให้เฒ่าเคราขาวกลายเป็นเฒ่าเคราดำแต่ประการใด แต่ที่แน่ๆ ก็คือ หลังการหมัก จะรู้สึกว่าเส้นขนเคราของผมที่ใหญ่และแข็ง กลับนุ่มมากขึ้นจนรู้สึกได้ หวีง่ายขึ้นมากๆ ครับ)

อนึ่ง สำหรับผู้หญิง หรือผู้ชายที่อยากจะหมักผม ก็สามารถใช้หลักการเดียวกันนี้กับเส้นผมได้เช่นกันนะครับ

================================================

การเลือกน้ำมันสำหรับหมักเครา

น้ำมันที่เหมาะสำหรับนำมาใช้หมักเครานั้น จะเป็นน้ำมันที่นำไปใช้ทำน้ำมันเคราในกลุ่ม carrier oil และเป็นตัวที่มีความหนืดสูงหน่อย อย่างเช่นน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น(cold-pressed coconut oil) น้ำมันละหุ่ง(caster oil) หรือน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ (virgin olive oil) โดยน้ำมันเหล่านี้หากเราใช้ชโลมเคราแล้วทิ้งไว้โดยไม่ล้างออก นอกจากกลิ่นที่แรงกว่าน้ำมันธรรมชาติตัวอื่นแล้ว ด้วยความหนืดที่สูงกว่า บางคนอาจประสบปัญหาสิวใต้เคราได้ครับ

น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น (ขวดเล็กทางซ้าย) และน้ำมันมะกอกสำหรับทำอาหาร (ขวดแก้วทางขวา)


ดังนั้น หากเราจะนำมาใช้แบบที่ไม่ผสมร่วมกับน้ำมันตัวอื่น เราก็สามารถนำมาใช้ในการหมักเครา (แล้วล้างออก) เพื่อช่วยทำให้เคราและผิวหนังนุ่มมากขึ้น และ(ว่ากันว่า)ช่วยบำรุงผิวหนังและรากผม รูขุมขน

ในบ้านเรานั้น น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นและน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ สามารถหาซื้อได้ง่าย ดังนั้นผมจะขอพูดถึงน้ำมันสองตัวนี้เป็นพิเศษ

ขวดเล็กทางซ้ายมือคือน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ขวดขวามือคือน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์

น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น (cold pressed coconut oil) ที่เหมาะสำหรับการนำมาหมักเครา จะมีลักษณะใสสะอาด ไม่มีตะกอน และไม่จับตัวเป็นไข เวลาแกว่งขวดจะเห็นน้ำมันมะพร้าวสามารถไหลไปมาได้ดี มีความหนืดที่ต่ำ หากมีหลายยี่ห้อให้เทียบกัน ให้เลือกตัวที่มีความหนืดต่ำๆ ที่สุดครับ

กลิ่นของน้ำมันมะพร้าวจะมีลักษณะใกล้เคียงกับกลิ่นกะทิมากกว่ากลิ่นน้ำมะพร้าวอ่อน เวลาใช้จะรู้สึกได้ถึงกลิ่นที่อาจจะแรงไปสักหน่อยสำหรับคนที่ไม่คุ้นเคย แต่เมื่อล้างออกแล้วกลิ่นจะจางลงไปจนเหลือเพียงอ่อนๆ ครับ  ดังนั้น ถ้าใครไม่ชอบมีกลิ่นกะทิติดหน้าอยู่จางๆ  ก็หันไปใช้น้ำมันมะกอกแทนครับ

ในปัจจุบัน เนื่องจากบ้านเรามีความตื่นตัวเรื่องน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นกันมาก จึงมีผลิตภัณฑ์โอท็อป และผลิตภัณฑ์ทั่วไปวางขายกันเกลื่อนตั้งแต่ในตลาดทั่วไป ยันห้างสรรพสินค้า และร้านค้าเชนสโตร์นานาชาติครับ คงไม่มีปัญหาเรื่องการหาซื้อกันล่ะครับ

หากเพิ่งจะทดลองใช้เป็นครั้งแรก ผมแนะนำให้ซื้อแบบขวดเล็กๆ ก่อน เพื่อจะได้ทดสอบกลิ่นว่าชอบหรือไม่ครับ

น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ (virgin olive oil) ที่เหมาะสำหรับการหมักเครา จะมีลักษณะสีเหลืองอ่อนๆ ถึงสีเหลืองปนเขียว น้ำมันมะกอกที่สกัดสดแบบคุณภาพสูง ซึ่งได้มาจากการสกัดครั้งแรก จะมีลักษณะขุ่นกว่า ส่วนน้ำมันมะกอกที่มีคุณภาพต่ำหรือรองลงมา ซึ่งได้มาจากการนำเอากากจากการสกัดครั้งแรกไปสกัดต่อ จะมีลักษณะสีเหลืองใส

เพื่อไม่ให้ลำบากในการชโลม ก็อาจจะเลือกซื้อตัวที่มีความหนืดต่ำๆ หน่อย จะได้ไม่ลำบากมากนักตอนสระออกครับ

ทั้งนี้โดยธรรมชาติ น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์มักจะมีความหนืดสูงกว่าน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นอยู่พอสมควรครับ และกลิ่นก็ค่อนข้างที่จะแรงอยู่เหมือนกัน (ดังนั้นเวลาซื้อใช้ครั้งแรก ซื้อขวดเล็กๆ ก่อนก็ได้ครับ เพื่อดูว่าชอบกลิ่นนี้หรือกลิ่นของน้ำมันมะพร้าวมากกว่ากัน) แต่สำหรับส่วนตัวผมแล้ว ผมชอบกลิ่นน้ำมันมะกอกมากกว่าน้ำมันมะพร้าว ทั้งนี้เวลาล้างออกแล้ว กลิ่นของน้ำมันมะกอกจะลดลงจนแทบไม่เหลือครับ

สำหรับน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ สามารถหาได้ในห้างสรรพสินค้า หากเดินหาตามแผนกเครื่องสำอางสตรี  จะอยู่ในหมวดผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม และมักวางอยู่ใกล้ๆ กับเซรัมบำรุงเส้นผม ที่เราสามารถนำมาใช้แทนน้ำมันเคราได้ด้วยครับ น้ำมันมะกอกมักจะแบ่งใส่ขวดเล็กๆ ซึ่งมีราคาแพงอยู่พอสมควรครับ และสำหรับคนที่ไว้เคราเต็มอย่างผม ใช้เพียงไม่กี่ครั้งก็หมดขวดครับ

ดังนั้น แทนที่จะซื้อที่แผนกเครื่องสำอาง ผมแนะให้ไปยังแผนกน้ำมันปรุงอาหารของห้างสรรพสินค้า ซึ่งนอกจากน้ำมันปรุงอาหารทั่วไปแล้ว ก็มักจะมีมุมน้ำมันแบบพรีเมียมแยกอยู่ใกล้ๆ กัน ซึ่งในกลุ่มนี้ก็จะมีน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ขายอยู่ด้วย ก็เลือกเอาตามชอบครับ ในตอนทดลองครั้งแรก ก็หาขวดเล็กๆ หน่อยนะครับ เพราะหากเก็บไว้นานน้ำมันก็จะเสื่อมคุณภาพลง

เวลานำมาใช้ เพื่อให้ใช้สะดวก ก็แบ่งออกมาใส่ในขวดเล็กๆ (สำหรับผมซึ่งซื้อเซรัมบำรุงเส้นผม หรือไม่ก็น้ำมันเครา มาใช้ประจำ ก็จะมีขวดน้ำมันเหล่านี้เหลืออยู่มาก ก็ใช้ขวดพวกนี้แหละครับนำมาใส่น้ำมันมะกอก) แล้วใส่ไว้ในห้องน้ำ ส่วนขวดใหญ่กว่าที่ซื้อมาก็เก็บไว้ในตู้เย็น (ไม่ให้โดนแสงและไม่ร้อนจนเกินไป) เพื่อรักษาคุณภาพของน้ำมันไว้ครับ

============================================

วิธีการหมักเครา

วิธีใช้ที่สะดวกและเหมาะสมที่สุด คือการหมักก่อนอาบน้ำช่วงเย็น อาจจะทำสักสองถึงสามครั้งต่อสัปดาห์ครับ หรือบ่อยเท่าที่เราเห็นว่าความนุ่มของเคราอยู่ในระดับที่ต้องการ

สำหรับน้ำมันมะกอกนั้น ถ้ารู้สึกว่าชโลมลงเคราแล้วเหนียวติดเครา ชโลมได้ลำบาก ก็อาจเริ่มต้นด้วยใช้น้ำชโลมเคราให้หมาดๆ สักเล็กน้อยก่อน เพื่อให้ลงน้ำมันง่ายขึ้น แต่สำหรับน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น เนื่องจากมีความหนืดน้อย สามารถชโลมเคราที่ยังแห้งได้ทันที เทน้ำมันตัวที่ต้องการใส่ฝ่ามือ ถ่ายน้ำมันใส่ฝ่ามือทั้งสองข้างแล้วลูบเครา เกลี่ยให้ทั่วขนเครา และใช้นิ้วมือไซ้เคราให้เข้าไปในผิวหนังข้างใต้ ให้ได้ทั่วถึงให้มากที่สุด

จากนั้นปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้นประมาณสิบห้านาทีถึงยิ่สิบนาทีครับ (ยิ่งทิ้งไว้นาน จะยิ่งนุ่ม) เมื่อครบเวลาแล้ว ก็ล้างน้ำมันออกด้วยแชมพูสระผมครับ

เมื่อเช็ดเคราให้แห้ง จะรู้สึกได้ในทันทีเลยครับว่า เครานั้นจะนุ่มน่าจับมากขึ้น เคราจะลดอาการพองตัวลง หวีได้ง่ายขึ้นอย่างมาก (เมื่อเทียบกับเคราที่สระด้วยแชมพูเพียงอย่างเดียวแล้วไม่ได้ทำอะไรกับเคราต่อ)

อนึ่ง หากพบว่า หลังการเริ่มใช้น้ำมันหมักเคราได้สองสามวัน เกิดตุ่มสิวอักเสบแดงขึ้นที่ใต้ผิวหนัง ให้ลดเวลาการหมักลงครับ (เช่นอาจจะเหลือสักสิบถึงสิบห้านาที เป็นต้น)