คุยกับเฒ่าเคราขาว(9): ทำน้ำมันเคราใช้เอง
คุยกับเฒ่าเคราขาว (9) ทำน้ำมันเคราใช้เอง
===========================================================
คำถาม: น้ำมันเครา และเซรั่มบำรุงหนวดเครา มีราคาแพงมาก จะทำเองได้ไหม
คำตอบ: ทำเองได้ครับ โดยใช้สว่นผสมระหว่างน้ำมันประเภทต่างๆ ที่จะได้กล่าวต่อไปในครั้งนี้
============================================================
สำหรับชาวเคราคนไทยแล้ว น้ำมันเคราเป็นผลิตภัณฑ์จำเป็นที่หาซื้อได้ยากมากๆ จนถึงหาซื้อไม่ได้เลย เพราะบ้านเรานั้นไม่นิยมกันไว้เครา และสำหรับคนที่ไว้เคราก็มักจะไว้แบบปล่อยๆ กล่าวคือเพียงแต่ทำความสะอาดด้วยแชมพูเท่านั้น ซึ่งจะทำให้เครานั้นดูฟูฟ่อง ไม่เป็นรูปทรง และหวียากเพราะเครามักติดหวี
น้ำมันเคราที่มีคุณภาพดี จะมีส่วนผสมที่เหมาะกับผิวหน้าและหนวดเครา ช่วยทำให้ผิวหนังมีสุขภาพดี และขนเคราไม่แห้งแตกเสีย น้ำมันส่วนผสม โดยเฉพาะกลุ่มน้ำมันหอมระเหย โดยส่วนมากช่วยในการควบคุมการเจริญเติบโตของเชื้อราบนผิวหนัง น้ำมันหลายตัวช่วยกระตุ้นให้โลหิตบริเวณผิวหนังไหลเวียนได้ดีขึ้น และอาจช่วยให้หนวดเคราเจริญได้ดีขึ้น (ส่วนผสมของเซรั่มบำรุงเส้นผม และหนวดเครา ก็ไม่พ้นน้ำมันเหล่านี้นั่นเองครับ)
ดังนั้น วันนี้ผมเลยขอหยิบเอาแนวทางหรือสูตรการทำน้ำมันเคราใช้เองจากต่างประเทศมาลองเสนอดูกันครับ วัตถุดิบทั้งหมดนี้ บ้านเรามีร้านค้าขนาดใหญ่ที่นำเข้าวัตถุดิบมาขาย มีเว็ปไซต์ สามารถไปหาซื้อที่ร้าน หรือให้ส่งมาทางไปรษณีย์ก็ได้ครับ
===================================================
ก่อนมาดูที่ตัวสูตร มาทบทวนทำความรู้จักกับส่วนประกอบของน้ำมันเคราทั่วไป ซึ่งจะประกอบไปด้วยสองส่วนครับ
1) น้ำมันตัวหลัก (carrier oil หรือ base oil) ซึ่งจะมีคุณลักษณะพิเศษคือเป็นน้ำมันธรรมชาติจากพืชที่มีความหนืดใกล้เคียงกับน้ำมันธรรมชาติที่ต่อมน้ำมันของร่างกายผลิตขึ้นมา น้ำมันที่เหมาะสมต่อการนำมาใช้ จะไม่ทำให้เกิดรูขุมขนอุดตัน กลายเป็นสิวอักเสบ
2) น้ำมันหอมระเหย (essential oil) น้ำมันตัวนี้จริงๆ แล้วก็ไม่ใช่ส่วนประกอบที่จำเป็น กล่าวง่ายๆ ก็คือ เราสามารถใช้เพียงน้ำมันหลัก (carrier oil) เพียงตัวใดตัวหนึ่ง นำมาใช้เป็นน้ำมันเคราได้ในทันทีครับ แต่น้ำมันหอมระเหยที่เราจะเติมลงไปเพียงเล็กน้อยนั้น จะช่วยทำให้เกิดกลิ่นที่หอมถูกใจน่าใช้มากขึ้น และยังช่วยต้านการเกิดเชื้อราบนผิวหน้า (อันเกิดมาจากน้ำมันธรรมชาติหรือน้ำมันตัวหลักที่เราใส่ลงในผิวหน้าจนมากเกินไปหรือตกค้างอยู่มากเกินไป)
เรามาดูน้ำมันแต่ละตัวครับว่า มีทางเลือกใดบ้างที่น่าสนใจ (ทั้งหมดที่กล่าวมานี้หาซื้อได้ในประเทศไทยครับ)
น้ำมันหลัก (carrier oil)
น้ำมันในกลุ่มนี้ เราสามารถใช้ตัวใดตัวหนึ่งเป็นน้ำมันเคราได้เลยครับ (ใส่แล้วไม่ต้องล้างออก)
- Jojoba oil (น้ำมันจากเมล็ดของต้นโฮโฮบา) เป็นน้ำมันธรรมชาติที่ใกล้เคียงกับน้ำมันบนผิวหนังเรามากที่สุด ซึมซาบสู่ผิวหนังได้ง่าย เหมาะเป็นส่วนผสมหลักที่ดีที่สุดครับ
- Argan oil (น้ำมันจากเมล็ดของต้นอาร์กัน)
- Sweet almond oil (น้ำมันจากเมล็ดอัลมอนด์หวาน)
- Hazelnul oil (น้ำมันจากเมล็ดฮาร์เซล)
- Sesame oil (น้ำมันงา) ตัวนี้ทางเอเชียมักนำมาใช้เคี่ยวกับสมุนไพร เพื่อนำมาทำเป็นยาปลูกผมหรือยาบำรุงเส้นผม(และหนวดเครา) เช่นเคี่ยวกับกะเม็ง (ในสูตรน้ำมันบริงราช) หรือกับรากโชวู เป็นต้น
- Grape seed oil (น้ำมันเมล็ดองุ่น)
น้ำมันหลัก (carrier oil)ในกลุ่มที่มีความเข้มข้นสูง
น้ำมันในกลุ่มนี้ หากจะนำมาใช้โดยไม่ผสมกับน้ำมันตัวอื่นแบบใส่ทิ้งไว้เลยไม่ล้างออก จะไม่ค่อยเหมาะสมนักครับเพราะมักจะมีกลิ่นค่อนข้างแรง หรือไม่เช่นนั้นก็อาจจะมีความหนืดสูง หรือมีความเหนียวเหนอะหนะ และอาจก่อให้เกิดสิวอุดตันได้ ดังนั้นจึงขอแนะว่า หากจะนำมาใช้เดี่ยวๆ ก็ใช้เพื่อหมักก่อนอาบน้ำ (ทิ้งไว้ราวยี่สิบถึงสามสิบนาที) ก่อนล้างออกครับ (ดังวิธีที่ได้คุยกันไปในตอนที่แล้ว) หรือไม่ก็ใช้เป็นส่วนผสมกับน้ำมัน carrier oil ตัวอื่นเพื่อให้ส่วนผสมออกมามีความหนืดให้ได้ตามต้องการ
- Coconut oil (น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น)
- Virgin Olive oil (น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์)
- Caster oil (น้ำมันละหุ่ง)
น้ำมันที่กล่าวมาข้างต้นนี้ พอหาซื้อได้จากร้านค้าขายส่งวัตถุดิบเครื่องสำอาง ทำสบู่ โลชั่น และผลิตภัณฑ์สปา น้ำมันบางตัวนั้นจะหาซื้อได้ง่ายโดยเฉพาะน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ปัจจุบันเป็นผลิตภัณฑ์โอท็อป หาซื้อได้ทั่วไป ส่วนน้ำมันงา และน้ำมันมะกอก สามารถหาซื้อได้จากห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ในหมวดน้ำมันประกอบอาหาร หรือไม่ก็ในหมวดน้ำมันแต่งผมครับ
หมายเหตุ จากประสบการณ์ตรง น้ำมันงาที่ผมเคยซื้อมาทดลองใช้ กลับพบว่ามีความหนืดค่อนข้างสูงและกลิ่นที่แรงพอสมควร ในขณะที่น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นที่เป็นผลิตภัณฑ์โอท็อปบางเจ้า กลับพบว่ามีความหนืดต่ำมาก กลิ่นแม้จะแรงพอสมควรตามลักษณะน้ำมันมะพร้าว แต่ก็พบว่าพอจะทนกลิ่นได้ ในลักษณะเช่นนี้ เวลานำไปใช้ผสมในสูตร ก็ต้องปรับสัดส่วนเพื่อให้ได้ค่าความหนืดที่เหมาะสมกันอีกทีครับ
====================================
น้ำมันหอมระเหย (essential oil)
เป็นน้ำมันที่มีกลิ่นแรง ทั้งนี้ ไม่ควรนำน้ำมันหอมระเหยมาแตะลงผิวหนังโดยตรงนะครับ เพราะอาจเกิดการระคายเคืองได้ ในผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับหนวดเครา จะใช้เพียงเล็กน้อยเพื่อให้เกิดกลิ่นตามชอบเท่านั้น
น้ำมันที่กล่าวต่อไปนี้ นอกจากหาซื้อได้จากร้านค้าส่งวัตถุดิบเครื่องสำอาง (ที่มีขายน้ำมันตัวหลักด้วย) ปัจจุบันก็ยังพอหาได้ตามบูธขายน้ำมันหอมระเหยตามห้างสรรพสินค้าด้วยเช่นกันครับ (แต่ราคาจะแพงกว่าร้านค้าส่งอยู่พอสมควรเลยทีเดียวครับ)
- Eucalyptus oil (น้ำมันยูคาลิปตัส)
- Lemongrass oil (น้ำมันตะไคร้)
- Peppermint oil (น้ำมันเปปเปอร์มินต์)
- Tea tree oil (น้ำมันทีทรี)
- Jasmine oil (น้ำมันดอกมะลิ)
- Anise (โป๊ยกั๊ก)
- Basil (น้ำมันใบโหระพา)
- Bergamot (น้ำมันจากผลเบอร์กาม็อต)
- Cedarwood (น้ำมันจากต้นซีดาร์)
- Lavender (น้ำมันจากดอกลาเวนเดอร์)
- Rosemary (น้ำมันจากใบโรสแมรี)
น้ำมันอื่นๆ ที่อาจพบได้ในส่วนผสมของน้ำมันเครา
นอกจากน้ำมันในสองกลุ่มที่ผมกล่าวมาข้างต้นนี้ เรายังอาจจะพบน้ำมันประเภทอื่นๆ ได้อีก ดังเช่น
1) กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาจากพืชธรรมชาติ เช่นน้ำมันจากปิโตรเลียมอย่าง mineral oil และน้ำมันจากกลุ่มน้ำมันซิลิโคน เช่น ไดเมธิโคน dimethicone ซึ่งมักพบเป็นส่วนผสมหลักในเซรั่มบำรุงเส้นผม และเป็นส่วนผสมรองในน้ำมันเคราบางตัว สำหรับสูตรที่เราจะทำใช้เองนี้ ผมแนะนำว่าเราใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติทั้งหมดจะดีกว่าครับ (ข้อเสียของผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติหลักๆ ข้อหนึ่งก็คือ อายุการเก็บรักษาได้ไม่นานเท่าน้ำมันเหล่านี้)
2) กลุ่มผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่เชื่อว่ามีส่วนช่วยในการดูและเส้นผม เช่นน้ำมันจากผิวมะกรูด (และน้ำที่คั้นจากผลมะกรูด) น้ำมันที่สกัดจากดอกอัญชัน สารสกัดจากรากโชวู น้ำมันสกัดจากกะเม็ง และอื่นๆ สำหรับคนที่คาดหวังผลที่ได้จากผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ หรืออยากได้กลิ่นเฉพาะจากน้ำมันในกลุ่มนี้ ก็สามารถผสมรวมน้ำมันในกลุ่มนี้ลงไปด้วยก็สามารถทำได้ครับ (น้ำมันในกลุ่มนี้ อาจพบหาซื้อได้ในร้านที่ขายวัตถุดิบพวกน้ำมันในสองกลุ่มแรกได้เช่นกันครับ)
=================================================
สัดส่วนและวิธีผสม
1) นำ carrier oil ในกลุ่มแรกเพียงหนึ่งตัว หรือใช้หลายตัวผสมกัน หรือผสมร่วมกับ carrier oil ในกลุ่มที่สองเล็กน้อย เช่น อาจจะผสม Argan oil 40 % Jojoba oil 40 % และ Caster oil 20%
เทลงในขวดขนาดเล็กในสัดส่วนรวมกัน 1 ออนซ์ (ราว 25-30 ml หรือ 3 ช้อนชา ) ทั้งนี้ ถ้าใช้น้ำมัน carrier oil ในกลุ่มที่สองด้วยก็พยายามอย่าให้ส่วนผสมมีความหนืดมากนัก
อนึ่ง เนื่องจากเซรั่มบำรุงเส้นผมที่เราอาจจะคุ้นเคยซื้อมาใช้กับเคราก่อนหน้า มีส่วนประกอบสำคัญเป็นไดเมธิโคน (Dimethicone น้ำมันซิลิโคน) ซึ่งมีคุณสมบัติในการเคลือบเส้นผมให้นุ่มลื่น พบมากในผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม หรือมิเนอรัลออยล์ (Mineral Oil น้ำมันในกลุ่มปิโตรเลียม) สามารถซึมซาบลงในผิวหนังเพื่อให้ผิวหนังนุ่ม มักจะพบเป็นส่วนประกอบสำคัญในโลชั่น แต่ในที่นี้เราเลือกใช้น้ำมันจากธรรมชาติ ผลที่ผมสังเกตเห็นได้ชัดก็คือ น้ำมันที่ผสมได้จะมีความหนืดน้อยมาก ทำให้อาจจะใช้ชโลมเคราได้ลำบาก ดังนั้นเราอาจเลือกน้ำมันธรรมชาติที่มีความหนืดมากขึ้นในการผสมเพื่อช่วยเพิ่มความหนืดของน้ำมันเคราที่เราผสมเองให้ได้สัดส่วนที่พอเหมาะต่อการใช้งาน (ร้านที่ขายส่งน้ำมันวัตถุดิบ จะมีน้ำมันซิลิโคน และมิเนอรัลออยล์ขายด้วยเช่นกัน แต่สำหรับผลิตภัณฑ์สำหรับหนวดเคราแบบพรีเมียม หากจะมีน้ำมันซิลิโคนหรือมิเนอรัลออยล์ ก็จะไม่ใช่ส่วนผสมหลักครับ)
2) หยดน้ำมันหอมระเหย เลือกกลิ่นตามชอบ อาจจะใช้น้ำมันหลายตัวร่วมกันเพื่อให้ได้กลิ่นตามที่ต้องการครับ
หยดใส่ในน้ำมัน carrier oil ที่ผสมไว้ก่อนแล้ว หยดน้ำมันหอมระเหยกลิ่นเดียว หรือหลายๆ กลิ่นรวมกันไม่เกิน 10 หยด (หรือใส่น้อยกว่านี้เพื่อให้กลิ่นหอมอ่อนๆ หากใส่มากไปจะเสี่ยงต่อการเกิดการระคายเคืองเวลาใช้ได้) แนะว่าหากเพิ่งลองทำเป็นครั้งแรก ให้ลองผสมเพื่อใช้เป็นปริมาณเพียงเล็กน้อยก่อน (คราวละ 10-20 มิลลิลิตร ประมาณขวดยานัตถุ) และใช้น้ำมันหอมระเหยเพียงกลิ่นเดียว เพื่อทดลองใช้ดูว่าเราชอบกลิ่นนั้นหรือไม่ ทั้งนี้จากประสบการณ์ตรงของผมเอง บางครั้งเราดมกลิ่นตรงๆ พบว่าหอมและชอบ แต่พอผสมหลายๆ กลิ่นเข้าไปพร้อมกัน และนำไปใช้ กลับพบว่ากลิ่นที่ได้ไม่ค่อยถูกใจนัก การผสมคราวละมากๆ ก็เลยต้องทำให้ต้องทนใช้กลิ่นนั้นไปจนกว่าจะหมดครับ
หมายเหตุ จากประสบการณ์ที่ผมไปเลือกหาซื้อน้ำมัน จากร้านขายผลิตภัณฑ์เพื่อใช้ทำสบู่และน้ำมัน สปา พบว่า บางทีน้ำมันหอยระเหยที่ได้มานั้น อาจจะมีส่วนผสมของน้ำมันตัวอื่นซึ่งทำให้ผลิตภัณฑ์ไม่มีกลิ่นแรงในลักษณะที่เป็นหัวน้ำหอม(ที่หาพบได้ในลักษณะเป็นขวดเล็กๆ ในร้านที่ขายผลิตภัณฑ์แบบนี้โดยเฉพาะ) ดังนั้นส่วนผสมก็อาจจะต้องเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนเพื่อให้ได้กลิ่นที่แรงขึ้นตามต้องการครับ
ในทางปฏิบัตินั้น ผมแนะนำว่าหากไม่เคยผสมสูตรที่จะทดลองทำเองนี้มาก่อน ให้หยดน้ำมันหอมระเหยลงไปเพียงสักสามสี่หยดก็เพียงพอครับ แล้วทดลองใช้ดูสักครั้งสองครั้ง หากพบว่ากลิ่นจางเกินไปแล้วจึงค่อยหยดเพิ่มลงไป (ไม่งั้นอาจจะพบว่าน้ำมันที่ผสมออกมามีกลิ่นแรงจัดจนเกินไป)
3) แกว่งขวดไปมา เพื่อให้ส่วนผสมเข้ากัน เป็นอันเสร็จครับ
หมายเหตุ การแกว่งขวดไปมา ทำในลักษณะกล่าวคือ ถือขวดไว้ในมือ แล้วหมุนข้อมือไปมา ก็เป็นการเพียงพอที่จะทำให้ส่วนผสมที่มีความหนืดต่ำกัน เข้าเป็นเนื้อเดียวกันได้แล้วครับ จากประสบการณ์ของผมเองนั้น บางทีจะพบว่าเมื่อเขย่าไปแล้ว เกิดเป็นสีขุ่นไม่ใสเหมือนผลิตภัณฑ์ตั้งต้น ก็ไม่ต้องตกใจไปครับ เพราะเมื่อวางทิ้งไว้ แล้วนำมาใช้ในวันถัดมา ก็จะพบว่าผลิตภัณฑ์จะมีลักษณะใสขึ้นเองครับ
================================================
การใช้น้ำมันเครา
ใช้หลังการอาบน้ำ (ตอนเช้า) หรือแต่งตัวก่อนออกจากบ้านทุกวันครับ โดยเริ่มต้นด้วยการชโลมเคราให้เปียกหมาดๆ ก่อน (หรือถ้าเพิ่งอาบน้ำเสร็จ ให้ใช้ผ้าขนหนูซับๆ ให้เคราแห้งหมาดๆ) อย่าทำให้เคราแห้งเกินไปนะครับ หากแห้งเกินไปจะทำให้ชโลมน้ำมันเคราได้ลำบาก ต้องใช้น้ำมันเครามาก สิ้นเปลืองด้วยครับ
หยดน้ำมันเคราลงในฝ่ามือสักหกเจ็ดหยด (สำหรับคนไว้เคราเต็มที่มีความยาวพอสมควร) หรือเท่าที่จะพอใช้ในคราวหนึ่งๆ (เมื่อใช้เสร็จแล้วมือควรจะแห้งหมดพอดี) ลูบฝ่ามือเข้าด้วยกันให้น้ำมันเคราติดบนฝ่ามือ แล้วนำไปชโลม (ลูบ) บนเคราให้ทั่ว (ลูบจากบนลงล่าง และใช้นิ้วถูไซ้เข้าไปให้ถึงผิวหนังข้างใต้)
จากนั้นจึงค่อยใช้หวี หวีจัดทรงเคราให้เรียบร้อยครับ
อนึ่ง หากพบว่าหลังการใช้น้ำมันเคราไประยะหนึ่งแล้ว (วันสองวันให้หลัง) เกิดสิวตุ่มแดงขึ้นที่ใต้เครา ทั้งๆ ที่ได้ทำความสะอาดเคราด้วยโฟมเป็นประจำ อาจจะเกิดจากน้ำมันเครามีความหนืดมากเกินไป ให้ทดลองเปลี่ยนสูตรโดยลดน้ำมันในกลุ่มที่มีความหนืดสูงลง หรือถ้าไม่เช่นนั้น เวลาใช้ก็ให้ลดปริมาณลงให้น้อยกว่าเดิมครับ (โดยเช็ดน้ำออกให้เหลือน้ำในเครามากขึ้น แล้วใช้น้ำมันในปริมาณที่ลดลง เพื่อทำให้สามารถชโลมน้ำมันได้ทั่วถึงเช่นเดิม)