คุยกับเฒ่าเคราขาว (4) : ยาปลูกหนวดเคราใช้ได้ผลจริงหรือ?

 คุยกับเฒ่าเคราขาว (4) :
ยาปลูกหนวดเคราใช้ได้ผลจริงหรือ?


คำถาม  ยาปลูกหนวดเคราที่ขายกันในท้องตลาดกันให้เกร่อ  ใช้ได้ผลจริงหรือ?

คำตอบ โดยทั่วไปแล้ว  ไม่ได้ผลอย่างที่ตั้งเป้าไว้หรอกครับ  เช่น อยากได้เคราพุ่มโต แต่ที่บ้านไม่มีใครไว้หนวดเคราได้สักคน  เลิกคิดหวังเลยครับ  ไปทำศัลยกรรมปลูกหนวดเคราจะแน่นอนกว่า (ถ้ามีเงินแสนพอไว้ใช้จ่ายนะครับ)  ทั้งนี้การใช้ยาอาจพบว่ามีผลบ้างเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและผิวหนังของเราว่าสมบูรณ์เต็มที่แล้วหรือไม่

===========================================

ในครั้งนี้  ผมจะมาคุยกันในเรื่องคำถามโลกแตกอีกอย่างหนึ่ง  ที่หลายๆ คนมักจะถามกันก็คือ   ใช้ยาปลูกหนวดเครายี่ห้อไหนดี   บางคนที่มีประสบการณ์มาในเชิงลบหน่อยก็ถามผมว่า   ใช้ยาปลูกหนวดเครามาหลายยี่ห้อแล้ว  ทำไมมันไม่ดีขึ้นเลย

อย่างที่ได้เคยเล่าไปในซีรีย์บทความก่อนหน้านี้แล้วครับว่า   กรรมพันธุ์เป็นเครื่องชี้ว่าหนวดเคราเราจะได้มากน้อยขนาดไหน  ซึ่งผู้สันทัดกรณีชาวตะวันตกหลายท่านบอกไว้ว่า  กรรมพันธุ์มีผลมากกว่าเก้าสิบกว่าเปอร์เซนต์เลยทีเดียว  ที่เหลือนั้นจะเป็นวิธีการดูแลบำรุงให้รูขุมขนและผิวหนังของเรามีสภาพที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้  เพื่อที่จะทำให้ศักยภาพของเราแสดงออกมาได้อย่างเต็มที่

สำหรับวิธีการที่จะทำให้หนวดเคราของเรางอกงามได้อย่างเต็มที่   ก็ได้เคยเล่ามาก่อนหน้าแล้ว  แต่ก็จะขอสรุปให้สั้นๆ อีกครั้งครับ  นั่นคือ   การบำรุงทั้งระบบการไหลเวียนโลหิต(และสารอาหาร) ของเรา การทำให้ฮอร์โมนต่างๆ ทำงานอย่างสมดุลที่ควรจะเป็น  ซึ่งช่วยได้โดยการทานอาหารให้ครบห้าหมู่  มีวิตะมินและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของหนวดเครา  ดูแลหลีกเลี่ยงสภาวะที่ทำให้โลหิตพาสารอาหารมาหล่อเลี้ยงที่ไม่เพียงพอ  ดูแลเรื่องระดับน้ำตาลในเลือด การคุมน้ำหนัก การออกกำลังกาย  การควบคุมอารมณ์ไม่ให้เครียด  มาจนถึงการดูแลผิวหนังให้สะอาด  เป็นต้น

============================================

คราวนี้ก็มาถึงคำถามสำหรับคนที่ถามมาในเรื่องยาปลูกหนวดเคราว่า  ทำไมใช้มาหลายยี่ห้อแล้วไม่เห็นผลเลย   ดังนั้น  เราจึงต้องมาสรุปความรู้เกี่ยวกับเรื่องพวกยาปลูกหนวดเครากันก่อนสักอีกรอบครับ 

สิ่งแรกที่เราจะต้องมาสรุปกันให้เข้าใจกันตรงๆ ก่อนเลยครับ   ในปัจจุบันนั้น  ยังไม่มียาปลูกหนวดเคราตัวใดที่ผ่านการรับรองอย่างเป็นทางการจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐ  เพื่อให้นำมาใช้กับหนวดเคราโดยเฉพาะอย่างเป็นกิจลักษณะเลยนะครับ   ในปัจจุบันนั้น  ยาที่ถูกนำมาใช้ในการปลูกหนวดเคราที่มีชาวตะวันตกหลายคนนำมาใช้กันนั้น  จะมาจากยาฟื้นสภาพเส้นผม  สำหรับยาในกลุ่มนี้ที่ถูกนำมาใช้กับคนที่ผมบางลง  ในปัจจุบันก็มีอยู่ที่เด่นๆ สองตำรับ  ตำรับแรกคือ minoxidil (ไมน็อกซิดิล) ซึ่งนำมาใช้ในการฟื้นสภาพเส้นผม  และอีกตำรับคือ finasteride (ฟิแนสเทอไรด์) ที่นำมายับยั้งการสร้าง DHT ของร่างกาย เพื่อไม่ให้เส้นผมบนศีรษะในส่วนที่ไวต่อ DHT จนเกินไปนั้น  เกิดการฝ่อลงไป (และเป็นสาเหตุของอาการศีรษะล้าน)  (ยาทั้งสองตัวปัจจุบันมีขายในประเทศไทยแล้วครับ  โดยไมน็อกซิดิลนั้นมีอยู่อย่างน้อยสองสามยี่ห้อด้วยกัน  และพอหาซื้อได้ตามร้านขายยาแผนปัจจุบัน  มีทั้งแบบ 5% สำหรับผู้ชาย และ 2% สำหรับผู้หญิง  ส่วนฟิแนสเทอไรด์นั้น  เนื่องจากไปยับยั้งการสร้าง DHT หมายถึงเป็นการทำงานตรงกันข้ามกับที่ต้องการ และจากในเว็ปบอร์ดต่างประเทศ ก็ไม่พบผลที่ดีขึ้นแต่ประการใด)

ตัวยาที่กล่าวมาข้างต้นนั้น  ได้ถูกนำมาใช้ในการรักษาหรือยับยั้งอาการศีรษะล้านในผู้ชายกันมากในต่างประเทศ  และมีประวัติที่ได้ผลจริงในระดับหนึ่ง   กระนั้นก็ไม่ได้หมายความว่า  ยาจะมีผลกับทุกคนอย่างเท่าเทียมกันนะครับ  บางคนได้ผลมาก  ได้ผลน้อย หรือไม่ได้ผลเลยก็มีครับ    

หมายเหตุ เมื่อปีพ.ศ.2555 (ค.ศ. 2012) มีการคิดค้นสารออกฤทธิ์ตัวใหม่จากบริษัทชื่อดัง      ถูกตั้งชื่อว่า สเตโมไซไดน์ (Stemoxydine) และถูกนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์กลุ่มเซรั่มฟื้นฟูสภาพเส้นผม  โดยมีผลการทดลองว่าสามารถช่วยฟื้นอาการศีรษะล้านได้ในระดับหนึ่ง  โดยการลดเวลาพักตัวของรูขุมขน เร่งให้รูขุมขนผลิตเส้นผมในวัฏจักรใหม่เร็วขึ้น  และในเว็ปบอร์ดต่างประเทศ  ก็มีคนนำมาทดลองใช้กับหนวดเคราบ้างด้วยครับ  ซึ่งได้ผลในระดับหนึ่ง แต่น้อยกว่าไมน็อกซิดิล กระนั้นไม่มีผลข้างเคียงเรื่องการแพ้ (สิวอักเสบ คัน) เช่นเดียวกับไมน็อกซิดิล   แต่ทว่า  เท่าที่ค้นข้อมูล ยังไม่ได้รับรองจาก FDA ครับ (ไม่มีขายในสหรัฐ  แต่ตัวผลิตภัณฑ์จะมีขายในประเทศอื่น และในอินเทอร์เน็ต)

หมายเหตุ   ในปีพ.ศ. 2551  (ค.ศ. 2008) FDA ของสหรัฐได้อนุมัติให้  Latisse (ชื่อทางการค้าของตัวยา Bimatoprost  ophthalmic solution 0.003%) ในการฟื้นฟูขนตา  โดยแต่เดิม ยาตัวนี้ถูกใช้คุมอาการแรงดันในลูกตาสูง  แต่พบผลข้างเคียงคือทำให้ขนตาของผู้ใช้จำนวนหนึ่งนั้นมีความยาวและหนามากขึ้น ปัจจุบันถูกนำมาใช้เป็นเซรั่มบำรุงขนตา

==========================================

ข้ามห้วยมายังบ้านเราและในแถบเอเชียกันบ้าง   ในปัจจุบันจะเห็นการโฆษณาตัวยาปลูกหนวดเครา  ปลูกขนคิ้ว  ขนตา  ฯลฯ กันอยู่มากมายทีเดียว 

ทว่า  การโฆษณาว่าเป็น “ยา”  นั้นในหลายผลิตภัณฑ์จะโฆษณาอย่างเป็นทางการว่าเป็น “ยาปลูกหนวดเครา”ไม่ได้ครับ  ดังนั้นสิ่งที่เราเห็นบนผลิตภัณฑ์ ก็จะไม่มีข้อความว่า “ยา” ปรากฏ  (จะมีก็แค่ถ้อยคำคนขายโพสต์ตามเว็ปและเพจต่างๆ)  ทั้งนี้หากจะเป็น “ยา” จริงๆ ก็จะต้องมีการขึ้นทะเบียนยา  มีเลขทะเบียนยากำกับเป็นกิจลักษณะ (ในบ้านเรามีอย่างน้อยยี่ห้อหนึ่ง ที่ใช้ส่วนผสมไมน็อกซิดิล  และมีการขึ้นทะเบียนยาถูกต้อง  ที่เคยถูกนำมาโฆษณาขายเป็นยาปลูกหนวดเครากันบนเฟซบุ๊ก  ส่วนยี่ห้ออื่นๆ ที่มีส่วนผสมไมน็อกซิดิล ส่วนมากแล้วจะโฆษณากันเป็นยาฟื้นฟูสภาพผมกันเสียมากกว่าครับ)  

ดังนั้น  “ยาปลูกหนวดเครา” ที่เราเห็นในเน็ต อันที่จริงมักจะผลิตออกมาเป็น “เครื่องสำอาง”  ซึ่งตามกฏหมายจะต้องมีการจดแจ้งผลิตภัณฑ์  (จะมีเลขที่ใบรับแจ้งกำกับ)  ซึ่งบางเจ้าก็อาจจะไม่มีเลขนี้ (หากเป็นการทดลองผลิตขายจำนวนน้อยๆ เป็นการชั่วคราว) 

จากเท่าที่พอจะหาข้อมูลได้อยู่บ้างนั้น  ผมจะขอสรุปยาปลูกหนวดเคราที่มีขายกันในบ้านเราเป็นสองกลุ่มดังนี้ครับ

1) ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของไมน็อกซิดิล ซึ่งเป็นยาที่ได้รับรองอย่างเป็นทางการในการรักษาศีรษะล้าน โดยในทางกฏหมายนั้นจะขึ้นทะเบียนยาเป็นยาฟื้นฟูสภาพเส้นผม (ตามที่มีการรับรอง) แต่พอมาโฆษณาขายกันทางเน็ตโดยตัวแทน ก็จะโฆษณากันในรูปของยาปลูกหนวดเครากัน (ทั้งนี้ บนผลิตภัณฑ์จะไม่ได้มีการเขียนไว้ว่าใช้กับหนวดเคราเป็นการเฉพาะครับ เหตุเพราะไมน็อกซิดิลได้รับอนุญาตให้ใช้กับศีรษะ ไม่ใช่กับหนวดเครา)

ดังนั้น  ยาในกลุ่มนี้  จะต้องขึ้นทะเบียนยาครับ  และที่บนกล่องจะต้องมีเลขทะเบียนยากำกับไว้ชัดเจน และในประเทศไทยนั้นไม่สามารถซื้อขายกันตามอินเตอร์เน็ตได้  เพราะผิดกฏหมายเนื่องจากไมน็อกซิดิลจัดอยู่ในหมวด "ยาอันตราย" ซึ่งต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์ หรือจำหน่ายโดยเภสัชกรในสถานที่เฉพาะ(ตามคลินิก หรือห้องจ่ายยาในโรงพยาบาล) เท่านั้นครับ 

2) ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากพืชธรรมชาติ ที่มีประวัติการใช้จากคนรุ่นเก่า หรือมีการวิจัยในบางส่วน ว่าอาจมีผลต่อการช่วยบำรุงเส้นผม รูขุมขน กระตุ้นการเจริญเติบโตของเส้นขน อาจช่วยในเรื่องการไหลเวียนของระบบโลหิตที่ผิวหนัง หรืออาจช่วยขจัดเชื้อราบนผิวหนังที่มีผลทำให้เส้นขนขึ้นได้ไม่เต็มที่ ตัวอย่างสมุนไพรที่ถูกนำมาโฆษณากันมากก็มักจะเป็นน้ำสกัดจากดอกอัญชัน (อันแรกนี้เจอเยอะสุดครับ) น้ำมันละหุ่ง (caster oil- อันนี้จะพบมากในผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศ ซึ่งเชื่อว่าช่วยในเรื่องการไหลเวียนโลหิตบริเวณรากผม ทำให้เส้นผมเจริญเติบโตดีขึ้น) น้ำมันจากดอกและใบโรสแมรี (rosemary oil) พบในผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศเช่นกัน น้ำมันบริงราช ( Bhringraj Oil จากทางเอเชียใต้ มีส่วนผสมของกะเม็ง-Eclipta alba และน้ำมันงา) รากสมุนไพรโชวูจากจีน (Polygonum Multiflorum-การทดลองในหนูของต่างประเทศพบว่าสามารถกระตุ้นการสร้างขนในวัฏจักรใหม่ในรูขุมขนที่อยู่ในระยะพักตัว-และตำราจีนใช้ทำให้ผมดกดำ) น้ำมะกรูด (อันนี้พบการนำมาใช้อย่างมากในบ้านเรา) น้ำสกัดจากว่านหางจระเข้ (aloe) นอกจากนั้นเป็นน้ำมันธรรมชาติที่เชื่อว่ามีผลทางด้านการบำรุงเส้นผมและรากผมเช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันงา น้ำมันจากเมล็ดอาร์กัน (argan oil) น้ำมันจากเมล็ดโฮโฮบา (jojoba oil) น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น น้ำมันแอปริคอทสกัดเย็น (apricot kernel oil) เป็นต้น

ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้เนื่องจากใช้ส่วนผสมที่ทราบว่าไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ  ดังนั้นจึงมักจะมีการจดแจ้งเป็น “เครื่องสำอาง”  ซึ่งก็จะต้องมีเลขที่ใบรับแจ้งบนผลิตภัณฑ์  หรือสามารถค้นเลขที่ใบรับแจ้งของผลิตภัณฑ์ได้อย่างถูกต้อง    (สิ่งที่ผู้บริโภคต้องรับทราบในจุดนี้นั่นคือ   การเปลี่ยนยี่ห้อ  หรือเปลี่ยนชื่อของผลิตภัณฑ์  จะต้องไปจดแจ้งใหม่ทุกครั้ง  จะสวมเลขที่ใบรับแจ้งของผลิตภัณฑ์อื่น แม้แต่จะเป็นชื่อเก่า ยี่ห้อเก่าไม่ได้เด็ดขาด  การทำดังกล่าวจะผิดกฏหมาย)   ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ส่วนมากก็จะจดแจ้งในรูปของ เซรั่มบำรุงเส้นผมและศีรษะ  ต่อมาในช่วงหลังๆ ก็เริ่มมีการเขียนเพิ่มเติมเป็น เซรั่มบำรุงเส้นผม ขนคิ้ว ขนตา หนวดเครา อะไรทำนองนี้กันบ้างแล้วเหมือนกันครับ   แต่กระนั้น เวลามาโฆษณาบอกกับลูกค้าตามเว็ปจริงๆ  ก็จะอาศัยใช้ถ้อยคำเป็นยาปลูกหนวดเครา  ขนคิ้ว ขนตา ฯลฯ กันไป

ลักษณะการใช้งานของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้  จุดประสงค์หลักๆ คือเพื่อใช้ดเชยน้ำมันตามธรรมชาติที่สูญเสียไปในระหว่างการอาบน้ำ สระผม   ช่วยให้เส้นผมมีน้ำหนักไม่ฟู ลื่น หวีง่ายไม่พันกัน จัดทรงง่าย  น้ำมันธรรมชาติบางชนิดจะช่วยสร้างความชุ่มชื้นให้กับผิวหนัง ลดอาการคัน และทำให้ผิวหนังนุ่ม มีสุขภาพดี  น้ำมันหอมระเหยที่ผสมอยู่ด้วยจะช่วยยับยั้งหรือลดการเกิดเชื้อราบนผิวหนัง ที่ทำให้สุขภาพของเส้นขนเสียไป   ส่วนจุดประสงค์รองนั้น  เมื่อผิวหนังมีสุขภาพดี  รากผมมีสุขภาพดี  และการใช้น้ำมันธรรมชาติบางตัวที่มีผลในด้านการกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตบริเวณรากผม  จึงน่าจะช่วยในด้านการฟื้นฟูหรือช่วยในการเจริญเติบโตของเส้นผม  ทำให้ดูดกดำมากขึ้น  

ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้นอกจากน้ำมันธรรมชาติ  บางตัวยังมีการใช้ส่วนผสมของไดเมธิโคน (dimethicone) ซึ่งเป็นน้ำมันซิลิโคนชนิดหนึ่ง เพื่อปรับความหนืดของผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับการใช้กับเส้นผม และช่วยเคลือบเส้นผม และจะมีการเติมกลิ่นเฉพาะตัวโดยใช้น้ำมันหอมระเหย (essential oil) ซึ่งมีอยู่หลายตัวเช่นน้ำมันจากต้นและดอกโรสแมรี (ที่กล่าวไปแล้วข้างต้น) น้ำมันยูคาลิปตัส  น้ำมันดอกมะลิ  น้ำมันดอกลาเวนเดอร์  น้ำมันจากผิวส้มและผิวมะนาว  น้ำมันทรีที   น้ำมันจากต้นซีดาร์ และอื่นๆ เป็นต้น

==========================================================

คราวนี้มาถึงคำถามว่า  แล้วยาปลูกหนวดเคราเหล่านี้  ช่วยทำให้หนวดเคราดกดำได้จริงๆ หรือ    เมื่อมองไปยังผลการวิจัยหรือการทดลองอย่างเป็นกิจลักษณะ (ตามมาตรฐานสากล)  ไมน็อกซิดิลช่วยในเรื่องการทำให้การไหลเวียนโลหิตดีขึ้น  ส่งสารอาหารไปเลี้ยงเซลผิวหนังและรูขุมขนได้ดีขึ้น  จึงอาจช่วยในทางอ้อมในเรื่องการทำให้ DHT ที่ผลิตที่ผิวหนังในบริเวณรูขุมขนทำงานได้ดีขึ้น และจึงน่าจะช่วยทำให้เส้นขนที่จะต้องถึงวัยที่เปลี่ยนเป็นขนเส้นใหญ่ทำได้ดีขึ้น  จึงอาจมีความเป็นไปได้ที่ส่งผลทำให้หนวดเคราขึ้นได้เร็วขึ้น และมากขึ้นกว่าปกติ   ทั้งนี้จากผลการใช้ของผู้ใช้ชาวตะวันตกในเว็บบอร์ดที่คุยกันเรื่องการใช้นั้น  พบว่าจะต้องใช้กันอย่างน้อยหกเดือนขึ้นไป  หรือจนกว่าขนทั้งหมดเปลี่ยนเป็น terminal hair (ขนเส้นใหญ่เต็มที่) และหากหยุดใช้  หลายคนพบว่าหนวดเคราที่เพิ่มมานั้น  จะค่อยๆ หลุดร่วงไป จนเหมือนสภาพก่อนที่เริ่มใช้ (มักกินเวลากันอย่างน้อยสองสามเดือนขึ้นไปกว่าจะเริ่มเห็นอาการคืนสภาพกลับ)   ส่วนการทดลองกับสเตโมไซไดน์นั้น  ยังมีผู้ทดลองใช้กับหนวดเครากันน้อยมากๆ   แต่ทว่าผลเบื้องต้นก็พอจะช่วยได้ในระดับหนึ่ง  (ไม่ได้ผลมากเท่าไมน็อกซิดิล)  

สำหรับสมุนไพรที่มีการนำมาใช้กันมากในแถบเอเชียและไทยเรานั้น  จากผลการใช้แบบไม่เป็นทางการจากคนทั่วไปส่วนหนึ่งทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศพบว่า  น่าจะมีผลในการบำรุงให้รากผมและผิวหนังมีสุขภาพดี  ช่วยทำให้การเจริญเติบโตของเส้นผมเป็นไปได้อย่างเต็มที่   หรือพูดง่ายๆ ภาษาชาวบ้านก็คือ  น่าจะช่วยให้เส้นผม (และหนวดเครา) ดกดำมากขึ้นในระดับหนึ่ง ทว่า ผลการใช้นี้ก็เป็นไปเฉพาะบุคคลครับ  กล่าวคือ ช่วยได้บ้างในระดับหนึ่ง หรืออาจจะช่วยอะไรไม่ได้เลย    (และแน่นอนว่ายังขึ้นอยู่กับสภาพก่อนการใช้ของเราด้วยว่า  ผิวหนัง และรากผม อยู่ในสภาพอย่างไร และอย่าลืมครับว่า สำหรับคนทั่วไปแล้ว กรรมพันธุ์มีผลอยู่มากกว่าเก้าสิบเปอร์เซนต์ที่เราจะไปเปลี่ยนแปลงไม่ได้)

จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มสมุนไพรก็คือ  ผลข้างเคียงจากการใช้น้้นมีน้อยมาก  (เช่น หากใช้น้ำมันบางตัวมากเกินไปก็อาจจะทำให้รูขุมขนอุดตันได้  หรือในกลุ่มน้ำมันหอมระเหย การใช้โดยตรงโดยไม่ผสมกับน้ำมันประเภทอื่น หรือใช้มากเกินไป ก็อาจทำให้เกิดการระคายเคืองได้ เป็นต้น)   และที่สำคัญก็คือ  การใช้น้ำมันธรรมชาติเหล่านี้กับหนวดเคราและผิวหนังข้างใต้ทุกวัน  จะช่วยให้เส้นขนมีสุขภาพดี  ลื่นหวีง่าย  จัดเข้าทรงได้ ไม่ฟูฟ่อง ถนอมผิวหนังไม่ทำให้แห้งหรือคัน  น้ำมันหอมระเหยหลายตัวที่ผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์ ยังช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราบนผิวหนังได้ด้วย

ข้อด้อยของผลิตภัณฑ์สมุนไพร  หรือเซรั่มบำรุงเส้นผมก็คือ   ในหลายผลิตภัณฑ์มีการพบการผสมไดเมธิโคน ซึ่งเหมาะสมกับเส้นผม  แต่หลายคนอาจจะมีปัญหาในการนำมาใช้กับหนวดเคราและผิวหน้า  ทั้งเรื่องความหนืดของผลิตภัณฑ์ที่มากไป  และบางคนอาจพบปัญหาสิวอุดตันใต้เครา  ผลิตภัณฑ์น้ำมันเครา (beard oil) ในระดับพรีเมียมจึงมักเลี่ยงหันมาใช้ผลิตภัณฑ์จากพืชธรรมชาติเท่านั้น  ซึ่งจะเหมาะกับผิวหน้ามากกว่าครับ   

สำหรับในครั้งหน้า  ผมจะหยิบประเด็นเรื่องส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์น้ำมันเครา และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องในกลุ่มบาล์มและแว็กซ์หนวดมาเล่ากันฟังเป็นการเฉพาะครับ  จะได้สามารถหาเลือกซื้อได้ถูก

=========================================

มีข้อสังเกตอย่างไรได้บ้างว่าผลิตภัณฑ์นั้นพอจะนำมาใช้ได้ดีหรือไม่

ผมขอแนะวิธีเลือกดูและเลี่ยงผลิตภัณฑ์บำรุงหนวดเคราไว้ดังนี้ครับ

1) ดูที่เจ้าของผลิตภัณฑ์  และผู้ขายผลิตภัณฑ์ครับ   ถ้าผู้ขายผลิตภัณฑ์ยังไม่สามารถไว้หนวดเคราได้อย่างที่เราคาดหวังอยากจะได้   ก็เท่ากับว่าผลิตภัณฑ์นั้นไม่สามารถรับประกันผลการใช้ได้กับทุกคน (เพราะแม้แต่ตัวคนขายเองยังทำไม่ได้)  เชิญหลบได้เลยครับ (รูปคนใช้ที่เอามาโฆษณาก็ไม่ต้องดูกันล่ะ เพราะไม่จำเป็นแล้วครับ)

2) เลขที่ใบรับแจ้งไม่มี  (หรือถ้าเป็นยา ก็ไม่มีเลขทะเบียนยากำกับ) หรือเป็นเลขปลอม (นำไปค้นเว็ปแล้วหาไม่พบ หรือไปตรงกับผลิตภัณฑ์ตัวอื่น)  อันนี้แสดงให้เห็นถึงความไม่ตั้งใจในการทำตลาดสินค้าของตนเองให้เป็นกิจลักษณะ  และมากไปกว่านั้น การปลอมเลขที่ใบรับแจ้งยังผิดกฏหมายอีกด้วยครับ

นอกจากนี้  การโฆษณาว่า  อย.รับรอง หรือมีหน่วยงานรับรอง  อันนี้ก็ควรตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนได้เลยครับ ทั้งนี้เพราะการจดแจ้งผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางนั้น  จุดประสงค์หลักๆ คือควบคุมไม่ให้มีสารที่เป็นอันตราย  ไม่ให้มีสารควบคุมพิเศษ(ที่จะต้องไปขึ้นทะเบียนยาแทน)  และเป็นการควบคุมทางอ้อมว่าสูตรที่ใช้นั้นเป็นอย่างไร  (ซึ่งหากมีการร้องเรียนจากผู้ใช้เกิดขึ้น  แล้วมีการทดสอบส่วนประกอบในภายหลัง และพบมีการเปลี่ยนแปลงสูตร  อันนี้ก็จะถือว่าผิดกฏหมายและจะต้องถูกดำเนินคดีกันต่อไป)   อย.ไม่ได้มีหน้าที่มารับรองว่าเครื่องสำอางนั้นๆ ใช้ได้ผลตามที่โฆษณาหรือไม่นะครับ   (ถ้าจะให้รับรองสรรพคุณ  จะต้องขึ้นทะเบียนยาครับ  เช่นพวกยาแผนโบราณ ที่เป็นสมุนไพร ที่มีการบ่งสรรพคุณ ก็จะต้องขึ้นทะเบียนยาเช่นกัน)

และสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีเลขที่ใบรับแจ้งเลย   เป็นการบอกกลายๆ ว่าหากเกิดปัญหาใดๆ ขึ้น   เราคงต้องพึ่งตนเองมากๆ แล้วครับเพราะไม่มีหลักฐานเกี่ยวกับสูตรที่ขอจดแจ้งไว้อย่างเป็นทางการ ทั้งนี้การขอจดแจ้งผลิตภัณฑ์ต่างๆ นั้นไม่ใช่เรื่องยากเย็นแล้วครับในสมัยนี้

3) การโฆษณาว่า รับประกันเห็นผลร้อยเปอร์เซ็นต์   หรือ รับประกันเห็นผลชัดเจนแน่นอน ทั้งนี้  ไม่มีผลิตภัณฑ์ใดในกลุ่มนี้จะสามารถรับประกันเห็นผลได้ร้อยเปอร์เซนต์ครับ  ขนาดตัวไมน็อกซิดิลที่ได้รับรองอย่างเป็นทางการ  ก็ยังไม่รับประกันเห็นผลร้อยเปอร์เซนต์   หรือแม้แต่การทำศัลยกรรมปลูกหนวดเคราด้วยการย้ายรากผมมาปลูก  ก็ยังมีโอกาสที่ไม่ได้ผลเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์เช่นเดียวกันครับ ทั้งนี้เพราะบางรากอาจจะตาย ไม่สามารถขึ้นได้ครบทั้งหมด (แต่เป็นวิธีที่จะเห็นผลได้ชัดที่สุดแล้ว)

4) การโหมโฆษณาในลักษณะก่อนใช้ หลังใช้  (before-after) แบบที่มีการตกแต่งภาพ  ที่เห็นชัดๆ อย่างเช่นการปรับความเข้มแสงภาพ ก่อนใช้ภาพสว่างมาก หลังใช้ฉากหลังและภาพมืดเลย  หากจับผิดภาพกันได้ง่ายๆ แบบนี้ ก็คงเลิกหวังในความจริงใจของคนขายล่ะครับ

5) ไม่มีรายละเอียดบริษัทผู้ผลิต  ไม่มีสถานประกอบการชัดเจน  หากเป็นในลักษณะที่ขายกันตามเว็บโดยผู้แทนขายอีกต่อหนึ่ง  ก็จะต้องสามารถแจ้งได้ว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมาจากแหล่งผลิตใด บริษัทใดหรือใครเป็นผู้ผลิต (การนำเข้าผลิตภัณฑ์เข้ามาขายจากต่างประเทศ ก็จะต้องมีการขอจดแจ้งผลิตภัณฑ์เช่นเดียวกันนะครับ ไม่ใช่นึกจะเอาเข้ามาขายแล้วจะขายได้เลยอย่างถูกกฏหมาย) อย่าลืมครับว่าเรากำลังใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวนี้กับใบหน้าของเรา   หากเกิดปัญหาอะไรขึ้นกับใบหน้า  แล้วเราไม่สามารถติดตามตัวผู้ที่ต้องรับผิดชอบได้  จะเป็นอย่างไร    หรือถ้าไม่ได้ผล  เราจะไปร้องเรียนอย่างไร

===========================================================

ลองนำสิ่งที่ผมกล่าวไปข้างต้น    ไปพิจารณาประกอบการเลือกซื้อดูนะครับ   ในการทดลองใช้งานนั้น อาจจะสอบถามด้วยว่า ต้องใช้นานเท่าใดจึงเห็นผล (ผลิตภัณฑ์โดยทั่วไปที่ใช้ได้ผลจริงๆ  กว่าจะเริ่มมองเห็นผลได้นิดหน่อย  อาจต้องใช้เวลาเป็นเดือนครับ) แล้วซื้อมาพอให้ใช้ได้นานเท่าที่คนขายบอก (หลายเจ้าในไทยเล่นโฆษณากันว่า สองสัปดาห์เห็นผล  ก็ซื้อมาพอใช้สองสัปดาห์ก็พอ)  แล้วทดลองใช้ดูครับ  ถ้าครบกำหนดเวลาแล้ว   เราเห็นผลที่เปลี่ยนแปลงไป แล้วพบว่าคุ้มค่าราคาที่เสียไป  ก็ใช้ต่อไปครับ  

ถ้าเห็นว่ามันขึ้นมานิดเดียว  หรือหาความแตกต่างไม่เจอ   ก็เลิกใช้ครับ  แล้วก็ไม่ต้องกลับไปมองยี่ห้อนั้นและผู้ขายคนนั้นอีก

============================

และถ้าอ่านมาได้ถึงจุดนี้   จะเห็นครับว่า  อันที่จริงแล้ว  เราไม่จำเป็นต้องไปขวนขวายหายาปลูกหนวดเครากัน   เพราะส่วนประกอบของยาปลูกหนวดเคราที่มีขายกันตามท้องตลาดนั้น   ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเซรั่มบำรุงเส้นผม  และน้ำมันเครามากนัก

ดังนั้น   สำหรับคนไว้เครา  และรู้ดีว่าบรรดาคนขายที่ขายผลิตภัณฑ์ปลูกหนวดเครา  ยังไม่สามารถไว้หนวดเคราได้มากเท่าที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน   แทนที่เราจะเสียเงินจำนวนมากเพื่อซื้อยาปลูกหนวดเคราที่ไม่ทราบส่วนประกอบ   เราก็น่าจะหันไปหาน้ำมันเครา  หรือเซรั่มบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะแทน (ซึ่งจะมีราคาถูกกว่าเซรัมปลูกหนวดเคราที่ขายกันตามเว็ปอยู่มาก)   ทั้งนี้ เพราะคนที่ไว้เครายาวถึงระดับหนึ่ง  จะเริ่มประสบปัญหาหวีเคราลำบาก  รู้สึกเคราแห้ง สาก  คันผิวหนังใต้เครา หรือเคราพอง  การใช้น้ำมันเครา  (หรือเซรั่มบำรุงเส้นผม) มาช่วยจะช่วยลดอาการต่างๆ ได้ และหากเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมพืชธรรมชาติดังที่ผมกล่าวมาข้างต้นด้วย ก็จะได้ถือเป็นการทดลองว่าพืชธรรมชาติเหล่านั้นมีผลดีต่อหนวดเคราเราได้มากน้อยขนาดไหนไปพร้อมๆ กันอีกด้วยครับ

========================================

ค้นเลขทะเบียนยาและเครื่องสำอางที่มีการจดแจ้งได้จากเว็บนี้ครับ

ระบบตรวจสอบอนุญาต ของยาและเครื่องสำอาง

หากหาไม่พบ  ก็แสดงว่าอาจจะเป็นเลขจดแจ้งปลอม  หรือถ้าพบแต่ผลิตภัณฑ์เป็นชื่อสินค้าตัวอื่น (แม้จะผลิตจากบริษัทเดียวกัน แต่หากเปลี่ยนชื่อก็ต้องจดแจ้งใหม่)  แสดงว่าเป็นการสวมเลขจดแจ้ง  จะมีโทษตามกฏหมายครับ

อ่านเพิ่มเติม (เอกสารทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษนะครับ)

สเตโมไซไดน์จากเว็ปของบริษัทผู้คิดค้น

ไบมาโตโพรสต์ (Bimatoprost) จากวิกิพีเดีย