บันทึกของคนหลังเครา (5): รู้จักกับหนวดเคราของตน


 บันทึกของคนหลังเครา (5):  รู้จักกับหนวดเคราของตน

สำหรับผู้ชายหลายๆ คนนั้น   ตลอดช่วงชีวิตวัยรุ่นจนถึงยามหนุ่ม   อาจต้องประสบปัญหากับการไว้หนวดเคราเมื่ออยู่ในสังคม  ทั้งนี้โดยเฉพาะในสังคมคนเอเชียตะวันออก และตะวันออกเฉียงใต้   คนมีหนวดเครามักจะถูกมองว่าเป็นคนร้ายบ้าง  ผู้ก่อการร้ายบ้าง  คนไร้ที่อยู่บ้าง  หรือคนสติไม่สมประกอบบ้าง  จะมีอยู่นิดหน่อยที่ดูจะโชคดีก็คือคนที่ไว้หนวดที่ตัดเรียบร้อย   ซึ่งหากอ้วนหน่อยมักจะถูกมองว่าเป็นอาเสี่ย  หรือไม่ก็เป็นหนุ่มเจ้าชู้  หนุ่มเจ้าสำอาง  หากหล่อล่ำหน่อยบางทีก็เหมาว่าเป็นเกย์ หรือไม่ก็ถ้าไว้หนวดขาวยาว ก็จะมองว่าเป็นฤษี อาจารย์กำลังภายใน  อะไรเทือกนี้  บางทีละครไทยและหนังจีนก็อาจจะมีอิทธิพลอยู่ไม่มากก็น้อยเลยทีเดียวนะครับ

แต่ในปัจจุบัน  เทรนด์การไว้หนวดเคราเริ่มกลับมาอีกครั้งโดยเฉพาะจากทางฝั่งโลกตะวันตก  และข้ามห้วยมายังโลกตะวันออก และในบ้านเรานี้ก็ด้วยครับ  ช่วงหลังๆ ผมเห็นการยอมรับคนไว้หนวดเคราได้มากขึ้น  แม้จะยังมีการไม่ค่อยจะยอมรับอยู่จากบางสายวิชาชีพอยู่บ้าง  แต่ถ้ามามองดูชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย  และการทำงานในหลายๆ แห่ง เราจะเริ่มเห็นว่าการไว้หนวดเคราแบบตัดสั้นเรียบร้อยเริ่มเป็นที่นิยมกันมากขึ้น   อย่างผมเองนี่ที่เป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัย  มีทั้งอาจารย์  เจ้าหน้าที่  ลูกศิษย์ลูกหาและบรรดานักศึกษาคนอื่นๆ อยู่หลายคนที่ไว้หนวดเคราได้อย่างสวยงามกันทีเดียว

===============================

คราวนี้มาเข้าเรื่องกับผู้ที่อยากจะไว้หนวดเคราเป็นครั้งแรกในชีวิตกันบ้าง   ซึ่งผมเองก็เคยเป็นหนึ่งในนั้นมาก่อนเช่นกัน   ก็เลยอยากจะแบ่งปันประสบการณ์ที่ได้พบ  และแนะวิธีการเตรียมใจรับมือกันไว้ครับ


1) ทำความรู้จักกับศักยภาพของหนวดเคราของตนเอง

เริ่มแรก คนที่ไม่เคยไว้หนวดเครามาก่อน  จะไม่ทราบถึงศักยภาพของตนว่าจะสามารถไว้ได้ถึงขนาดไหน  เมื่อเริ่มไว้หนวดเคราได้สักหนึ่งถึงสองสัปดาห์  พอเห็นขนที่หรอมแหรม  ก็คิดไปเลยว่ามันไม่สวย  และมันคงจะไม่มีทางสวย  แล้วก็เลยรีบโกนทิ้งไปเสีย   ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก  หากตัดสินใจโกนด้วยเพียงสาเหตุเพียงเท่านี้ครับ 

เหตุทั้งนี้ด้วยว่า  ขนบนใบหน้าเรา  ก็เหมือนกับขนที่อื่นๆ  ซึ่งมีวงจรการเจริญเติบโต  ดังที่ผมได้กล่าวมาแล้วในตอนที่ 1  เมื่อเราโกนหนวดเคราใหม่ๆ  ขนที่ขึ้นมาจะเป็นขนในช่วงที่อยู่ในวัยเจริญเติบโต (anagen phase)  ส่วนขนในช่วง catagen phase ก็แทบจะไม่ยาวขึ้นแล้ว  และแน่นอนว่าขนในช่วง telogen phase ก็จะไม่ยาวขึ้น หรือไม่ก็จะหลุดร่วงไปเรียบร้อยแล้วในขณะที่หวีหนวดเครา  และยังมีรูขุมขนอีกจำนวนหนึ่งที่อยู่ในระยะพักตัวก่อนเริ่มวัฏจักรรอบใหม่   ดังนั้นขนที่ขึ้นมาดังกล่าวจึงยังไม่ใช่ศักยภาพที่แท้จริง   เราจะต้องรอไปอีกสักสามสี่เดือน  หรืออาจจะถึงหกเดือน หรือกว่านั้น กว่าขนทั้งหมดจะผ่านวัฏจักรต่างๆ และบนใบหน้าเรามีขนในทุกๆ วัฏจักรปรากฏอยู่

ดังนั้น ใจเย็นๆ ครับ  จะดูสภาพหนวดเคราว่าเราจะมีขนาดไหน  ควรจะต้องปล่อยทิ้งไว้อย่างน้อยสี่เดือนถึงหกเดือนเลยครับ  กว่าจะเห็นสภาพที่แท้จริง


2) ทำใจกับกรรมพันธุ์  พ่อแม่ให้มาแค่นี้

กรรมพันธุ์  ถือเป็นปัจจัยหลักๆ เลยครับ อาจจะเรียกได้ว่า เก้าในสิบ เป็นเรื่องของกรรมพันธุ์เลยทีเดียว   และเราไม่สามารถใช้กลไกใดๆ ไปเปลี่ยนแปลงกรรมพันธุ์ของเราได้ครับ  ดังนั้น  เราต้องทำใจกับสิ่งเราที่ได้รับมานี้

แล้วเราจะดูศักยภาพของเราในด้านกรรมพันธุ์ได้อย่างไร?

อยากให้มองไปยังพี่น้อง  ลูกพี่ลูกน้อง และปู่ตาทวดของเราครับ  ว่ามีประวัติการไว้หนวดเครายาวได้มากน้อยขนาดไหน   หรือต้องโกนหนวดบ่อยขนาดไหน  อย่างผมเองนี่  พี่น้องแต่ละคนไม่มีหนวดเครากันเลยครับ  แต่บิดาของผมโกนหนวดบ่อยมาก  และเป็นคนที่สอนผมเองให้โกนหนวด  แต่กระนั้นบิดาของผมก็ไม่มีขนบนร่างกายเลย และไม่มีเคราด้วย   ผมมาทราบในภายหลัง  หลังจากที่เริ่มไว้เครา  โดยพี่สาวเป็นคนบอกผมว่า ผมไว้เคราได้เหมือนกับปู่ของผม ที่ผมไม่ทราบเพราะเสียตั้งแต่ผมยังแบเบาะ  ดังนั้นหนวดเคราและขนบนร่างกายของผมจึงถือว่ามาจากกรรมพันธุ์อย่างแท้จริง

นอกจากนี้  ลองดูขนส่วนอื่นๆ ของร่างกายตนเองด้วยครับว่า   ขนตามแขนขา และลำตัวมีมากน้อยแค่ไหน  ลองสังเกตคนที่มีหนวดเครางามมากๆ  มักจะมีขนตามลำตัวและแขนขา  และแผ่นหน้าอก ก็มักจะขึ้นกันเยอะด้วยเช่นกัน  สำหรับคนเอเชียเรา ขนตามลำตัวอาจจะไม่เยอะมากนัก แต่ถ้าสังเกตกันให้ดีละก็จะพบลักษณะการมีขนบนลำตัวและหน้าอกที่ขึ้นในระดับหนึ่งด้วยเช่นกัน   ทั้งนี้ลักษณะที่กล่าวมานี้ใช้เป็นแนวทางกว้างๆ นะครับ เพราะบางคนแม้จะแทบไม่มีขนตามลำตัวเลย ก็อาจจะมีหนวดเคราที่งามได้เหมือนกัน


3) กรรมพันธุ์กับลักษณะของเส้นขน

ลองสังเกตความหนาแน่นของเส้นผมของเราครับ  ว่าอยู่ชิดหรือห่างกันขนาดไหน  รวมทั้งความหนาแน่นและระยะรูขุมขนของคิ้ว   สิ่งเหล่านี้จะช่วยบอกเป็นนัยๆ ในเบื้องต้นว่าหนวดและเคราของเรานั้น  น่าจะมีความหนาแน่นของรูขุมขนในระดับไหน    

นอกจากนี้ดูความหนาของเส้นผม และเส้นขนของคิ้วดู  ก็จะพอบอกเป็นนัยว่า  หนวดเคราของเราจะมีเส้นขนขนาดใดได้เช่นกันครับ

ความหนาแน่นของรูขุมขน  และขนาดของเส้นขน จะมีผลอย่างไรต่อการไว้เครา?

คนที่เส้นขนเล็ก  จะไว้หนวดเคราให้มีความเข้มสวยได้ยาก  เพราะมักจะทำให้ดูไม่หนาแน่น  และมักจะรู้สึกว่าหนวดเครานั้นโตช้า (เพราะแม้ขนจะมีความยาว แต่ขาดความหนา ทำให้เส้นขนปิดผิวหนังได้ไม่สนิทหรือได้หนานัก)   แต่ข้อดีก็คือ  สามารถใช้แว็กซ์หรือน้ำมันช่วยในการแต่งทรงได้ง่ายครับ  สามารถดัดรูป เช่นทำแฮนเดิลบาร์ได้สวยและอยู่ทนกว่าคนที่มีเส้นขนใหญ่  

สำหรับคนที่มีขนเส้นใหญ่  จะช่วยสร้างความหนาให้กับหนวดเครา  หนวดเคราจะดูเข้ม  สวยงามกว่า  แต่ทำทรงได้ยาก  จนหลายคน อย่างผมนี่เป็นต้น  กว่าจะจัดหนวดให้เป็นแฮนเดิลบาร์ได้  ต้องใช้แว็กซ์หนวดแบบแข็งไปเยอะมากพอสมควรเลยทีเดียวครับ

คนที่เส้นขนมีความหยักศกมาก   หนวดเคราจะมีลักษณะเป็นเส้นขดกอดกันมาก  ยิ่งคนที่มีเชื้อแอฟริกาจะเห็นว่าหนวดเคราดูจะแนบสนิทกับผิวและเป็นขดมาก   สำหรับขนที่หยักศกมาก  ข้อเสียคือจะหวีลำบากมากครับ   แต่ข้อดีที่ผมเห็นได้ชัดมากที่สุดก็คือ   ขนที่หยักศกจะช่วยปกปิดช่องว่างที่แต่ละคนมักจะมีอยู่ในบริเวณของเคราในจุดต่างๆ ได้อย่างดี  และช่วยสร้างความหนา ทำให้สามารถกันแนวแก้มและแนวคอได้ดูดีขึ้น แม้ในกรณีที่มีความหนาแน่นไม่ดีนักก็ตาม

คนที่เส้นขนไม่มีความหยักศก  หนวดเคราจะมีลักษณะเป็นเส้นตรง  โดยเฉพาะคนเอเชียตะวันออก หรือคนที่มีเชื้อสายจีน  มักจะเห็นหนวดเครามีลักษณะเป็นเส้นตรง  ซึ่งถ้าไว้เป็นสีขาวและยาว ก็จะดูสวยเหมือนอาจารย์ในหนังกำลังภายใน  ข้อดีอีกอย่างคือหวีง่าย  ขนไม่พันกัน  แต่ปัญหาก็คือ  ไม่สามารถไว้ขึ้นทรงได้สวย  แต่งทรงยากครับ 

ซูน ลู ตัง ปรมาจารย์ด้านการต่อสู้ของจีน
(ภาพประกอบจากวิกิพีเดีย)

ส่วนอีกปัจจัยที่สำคัญคือความหนาแน่นของรูขุมขนต่อพื้นที่   คนที่มีความหนาแน่นของรูขุมขนมาก  ผมถือว่าสวรรค์ทรงโปรดเลยครับ  เพราะจะสามารถไว้หนวดเครายาวก็ได้  และจะได้เคราที่หนาสะใจ   หากจะไว้สั้นๆ แบบใช้ปัตตาเลี่ยนรองหวี  หรือใช้เครื่องเล็มหนวดตั้งระยะ  ตัดหนวดเคราให้เป็นรูปทรงต่างๆ ได้อย่างสวยงามโดยไม่ต้องไว้ยาว   ยิ่งถ้าเป็นคนที่มีขนเส้นเล็กและมีความหนาแน่นสูงด้วย  ก็จะสามารถไว้เคราสั้นและดัดหนวดให้เป็นทรงได้สวยอีกต่างหาก   แต่ถ้าเป็นคนที่มีความหนาแน่นของรูขุมขนต่ำ  จะพบอาการ "หรอมแหรม"  หากไว้สั้นก็จะดูเหมือนคนไร้บ้านไร้ที่อยู่    เลยต้องอาศัยไว้ยาวเข้าว่าครับ  อย่างตัวผมเองนี่เป็นต้น  จำใจต้องไว้ยาวเพราะสาเหตุนี้นั่นเองครับ


4) กรรมพันธุ์กับอัตราการเจริญเติบโตของหนวดเครา

หนวดเครา  มีอัตราความยาวเพิ่มโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณหนึ่งเซ็นติเมตรต่อเดือน   ไปจนถึงหนึ่งนิ้วต่อเดือนสำหรับบางคนครับ  ดังนั้นคนที่ไว้เครายาวหนึ่งปี  ก็อาจจะมีความยาวของเคราอยู่โดยเฉลี่ยประมาณหกนิ้ว  ไปจนถึงหนึ่งฟุตได้สำหรับคนที่โชคดีจริงๆ  สำหรับคนที่กรรมพันธุ์ไม่ช่วย  ก็จะเห็นความยาวอยู่แค่ประมาณห้าถึงหกนิ้วเป็นอย่างมาก

โกนหนวดแล้วจะทำให้หนวดเครายาวเร็วขึ้นหรือดกขึ้นหรือไม่?

นี่คือคำถามโลกแตก  ผมโดนถามแล้วโดนถามอีกนับครับไม่ถ้วนครับ  ในกลุ่มนี่ก็ถามมาจนผมจำไม่ได้แล้วว่ากี่ครั้งครับ

คำตอบสั้นๆ ครับ  คำตอบสั้นๆ ครับ  ....ไม่....

เคยมีคนทำวิจัยอยู่บ้างเหมือนกันในลักษณะวัดกันอย่างละเอียด  มีผลการทดลองชิ้นหนึ่ง บอกว่าหลังโกนใหม่ๆ จะมีอัตรายาวเร็วขึ้นเล็กน้อย แต่หลังจากนั้นก็จะช้าลง (เป็นอัตราความเปลี่ยนแปลงที่น้อยมากๆๆ)  ซึ่งเมื่อวัดโดยเฉลี่ยรวมก็จะมีความยาวคงที่เท่าเดิมครับ.... (เมื่อเทียบกับการปล่อยไปโดยไม่ต้องโกนเลย)

อ้าว... แล้วทำไม...ผม...(เติมชื่อตนไว้ตรงนี้)...  โกนหนวดแล้ว เมื่อปล่อยให้ขึ้นมาเป็นตอ (stubble) ถึงเห็นว่ามันดูเข้มขึ้นล่ะครับ?

เหตุผลที่ทำให้รู้สึกว่ามัน  ...ดู... เข้มขึ้นนั้น เป็นเพราะปกติแล้ว เวลาขนขึ้นใหม่ๆ ปลายขนที่เพิ่งขึ้นใหม่จะมีลักษณะเล็กแหลม และใหญ่ขึ้นในระยะถัดมา เมื่อเราโกนหนวดเครา ส่วนปลายที่เพิ่งขึ้นใหม่เหล่านี้จะถูกตัดออกไป ส่วนที่โตขึ้นต่อมาจึงดูเหมือนว่ามีขนาดใหญ่ขึ้น และส่งผลโดยรวมให้ดูเหมือนว่าหนวดเครามันดูเข้มขึ้น

เพราะถ้าการโกนหนวดเคราทำให้มันเข้มขึ้นได้จริงๆ  ผมนี่แหละครับจะเป็นคนแรกที่จะรีบทำก่อนใครเพื่อนเลย

และแน่นอนว่า ผมไม่ได้โกนหนวดเคราผมมาเกินกว่าสองปีเข้าให้แล้ว  บรรดาเพื่อนๆ ในกลุ่มที่โกนหนวดกันวันครั้งสองวันครั้ง  หากข้อสมมติฐานนี้เป็นจริง  ป่านนี้ทุกคนที่โกนกันบ่อยๆ ก็คงจะมีหนวดเคราดกกว่าผมกันแล้วอย่างแน่แท้  ...หรือเปล่าครับ...


5) กรรมพันธุ์กับความเข้ม  และพื้นที่ของหนวดเคราในแต่ละช่วงวัย

โดยทั่วไปนั้น  หนวดเคราจะค่อยๆ เริ่มมาในช่วงเข้าสู่วัยรุ่น  จากนั้นจะค่อยๆ เพิ่มขึ้น  ทั้งเรื่องของความหนา  และพื้นที่ที่มีขนขึ้น  ไปเรื่อยๆ จนถึงช่วงวัยกลางคนครับพูดง่ายๆ  บางคนนั้น แค่ตอนอายุสิบสองสิบสาม ก็เริ่มเห็นขนอ่อนของหนวดขึ้นมากันแล้ว  และพอถึงอายุยี่สิบ  ก็มีหนวดเครากันเต็มแล้ว   แต่บางคน  อย่างผมเองนี่เป็นต้น  กว่าจะมีหนวดเคราเต็มพอจะสู้กับใครเขาได้  ก็ต้องย่างเข้าสู่สี่สิบกว่าปีเข้าไปแล้ว   ฝรั่งเรียกคนพวกนี้ว่า พวกหนวดเคราโตช้า (late grower)

ดังนั้น  หากอายุเรายังไม่ถึงยี่สิบ  ก็อย่าเพิ่งวิตกไปว่า ชาตินี้ตูคงไม่มีโอกาสไว้หนวดเคราได้ครับ  (ช่วงนั้นผมยังมีแค่หนวดหรอมแหรมอยู่เลย)คนส่วนมาก  กว่าจะเห็นหนวดเคราขึ้นมาได้อย่างเต็มที่  ก็เลยสามสิบขึ้นไปแล้วครับ  ดังนั้นหากอายุยังอยู่ในช่วงไม่ถึงสามสิบปี  ยังคงพอมีหวังที่จะเห็นหนวดเคราหนามากขึ้น และกินพื้นที่มากขึ้นได้อยู่ครับ  ใจเย็นๆ ครับ อย่าวิตก อย่าเครียด  เพราะความเครียดเป็นหนึ่งในตัวการที่ส่งผลลบต่อการเติบโตของหนวดเครา ผมจะเล่าในตอนหลังๆ ครับ 


6) หนวดเคราจะไว้ยาวได้เท่าใด  จะสามารถปล่อยให้ยาวจนถึงพื้นได้เลยหรือไม่

นี่ก็เป็นเรื่องกรรมพันธุ์อีกเช่นเดียวกันครับ  ความยาวสูงสุด (terminal length) ของหนวดเคราขึ้นอยู่กับระยะการเจริญเติบโต (anagen phase) ของหนวดเคราว่ามีช่วงเวลายาวนานเท่าใด คูณกับค่าอัตราการเจริญเติบโต เช่นเดือนหนึ่งยาวเพิ่มหนึ่งนิ้ว  และระยะ anagen phase ได้เจ็ดปี เคราก็จะมีโอกาสที่ยาวได้ถึงเจ็ดฟุตเลยทีเดียว  ดูรูปประกอบสิครับ...  น่าอิจฉามั้ยเอ่ย....

ซาร์วาน สิงห์ (Sarwan Singh) ผู้ที่ได้รับบันทึกชื่อในกินเนสส์บุ๊คในปีค.ศ. 2008
ในฐานะที่เป็นผู้มีเครายาวที่สุดในโลก (Photo credit: sikhwiki.org)

แต่ในความเป็นจริง  ความเร็วในการเจริญเติบโตของหนวดเคราของแต่ละคนมีอัตราที่น้อยกว่านี้  และระยะ anagen phase ของหนวด และเครา ก็อาจจะสั้นกว่านี้  ซึ่งทำให้หนวดเคราของเราจะมีความยาวสูงสุดได้ในค่าประมาณหนึ่ง   โดยหากปล่อยไว้เกินกว่าระยะนี้  เราจะเริ่มเห็นปลายเคราที่เริ่มหรอมแหรมขาดความหนา  เนื่องจากบางเส้นเริ่มเข้าสู่ catagen phase และ telogen phase (หยุดความยาว) แล้ว  โดยหากอยากจะรักษารูปทรงไว้ให้ได้สวย ก็จำต้องเล็มปลายทิ้งเพื่อให้เคราแต่ละเส้นยาวเสมอกันได้ความหนาที่ดีทั้งผืน  (และนี่ก็เป็นสาเหตุที่ทำไมขนคิ้วเราจึงไม่ยาวเท่าเส้นผม  เพราะระยะ anagen phase ของคิ้วนั้นสั้นมากเพียงไม่กี่สัปดาห์นั่นเองครับ)

============================================

ในครั้งนี้เราก็ได้ทำความรู้จักกับประเด็นที่น่าสนใจของหนวดเคราของตัวเรากันในระดับหนึ่งแล้วครับ  ในบทถัดไป  ผมจะมาเล่าถึงการรับมือกับการเริ่มต้นไว้หนวดเคราครั้งแรก   ว่าเราจะต้องประสบอะไรบ้างในแต่ละช่วงเวลา และจะจัดการกับเรื่องต่างๆ อย่างไร